10 สกินแคร์ลดสิว ยี่ห้อไหนดี จบวงจรสิวซ้ำซาก
สาระน่ารู้

ทำความรู้จัก “ฮอร์โมนเลปติน” ฮอร์โมนความอิ่มที่เป็นสาเหตุของความอ้วน

3,054
28 พ.ค. 2567
ฮอร์โมนเลปติน

เคยมั้ยค่ะ พยายามจะลดน้ำหนักยังไงก็ไม่สำเร็จ ใจมันเกเรหิวนั่นหิวนี่ไม่หยุดดด จนบางทีก็เผลอตะบะแตก! นั่นอาจเป็นเพราะฮอร์โมนคุมหิวกำลังมีปัญหาฉะนั้นก่อนจะไปลดน้ำหนักทางเราอยากให้รู้จักกับ ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) หรือฮอร์โมนความอิ่ม ทำหน้าที่ควบคุมความอยากอาหารเมื่อกระเพาะเกิดการขยายตัว ซึ่งความหิวและความอิ่มของคนเรานั้นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าฮอร์โมนตัวนี้นั่นเองค่ะ เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหู วันนี้ *Cosmenet เลยถือโอกาสพาทุกคมาทำความรู้จักกับ “ฮอร์โมนเลปติน” ให้มากขึ้นกัน ว่าแล้วก็รีบตามมาดูกันเลยค่าา~


ฮอร์โมนเลปติน คืออะไร?


ฮอร์โมนเลปติน คืออะไร?

ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) หรือฮอร์โมนความอิ่ม เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมความอยากอาหารของมนุษย์ ทำให้เรารู้สึกอิ่ม และไม่รับประทานอาหารเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วนและโรคต่าง ๆ อีกมากมาย

นอกจากฮอร์โมนความอิ่ม ก็ยังมีฮอร์โมนหิวด้วย โดยมีชื่อเรียกว่า “เกรลินฮอร์โมน” (Ghrelin) เป็นฮอร์โมนที่อยู่ภายในกระเพาะอาหารของเรา ซึ่งเมื่อมีการหลั่งฮอร์โมนออกมาจะมีการส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อกระตุ้นความหิวและทำให้ร่างกายเกิดความอยากอาหารนั่นเองค่ะ


ภาวะดื้อฮอร์โมนเลปติน


ภาวะดื้อฮอร์โมนเลปติน

ภาวะดื้อฮอร์โมนเลปติน มีสาเหตุมาจากอาหารบางประเภทที่ทำให้เกิดภาวะขาดสมดุลของฮอร์โมนเลปติน เช่น ขนมขบเคี้ยว, เครื่องดื่มบางชนิด, ขนมหวาน และน้ำตาล เป็นต้น การรับประทานอาหารเหล่านี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเลปตินออกมาเป็นจำนวนมากเกินความจำเป็น แต่ในขณะเดียวกันสมองของเรากลับดื้อ เพราะรสชาติและความหวานของอาหาร ทำให้ร่างกายรู้สึกอยากอาหารและกินบ่อยขึ้น ก่อให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วนตามมาได้ ซึ่งเราเรียกอาการนี้ว่า “ภาวะดื้อฮอร์โมนเลปติน” นั่นเองค่ะ ด้วยเหตุนี้เราจึงควรให้ความสำคัญกับการรักษาระดับฮอร์โมนเลปตินให้สมดุลอยู่เสมอ


วิธีรักษาสมดุลของฮอร์โมนเลปติน


1. กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ


กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ

หลายคนอาจจะคิดว่าวิธีลดน้ำหนักที่รวดเร็วที่สุดคือการอดอาหาร แค่ในความจริงแล้วนอกจากจะทำให้เกิดภาวะโยโย่เอฟเฟกต์ (Yo – Yo Effect) ภาวะที่น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว และเด้งเพิ่มขึ้นกลับมาอย่างรวดเร็วเช่นกันแล้ว ยังอาจทำให้ระดับฮอร์โมนเลปตินแปรปรวนและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดื้อฮอร์โมนเลปตินด้วย เพราะฉะนั้นจึงควรกินอาหารให้ครบ 3 มื้อ โดยเว้นระยะห่างแต่ละมื้อประมาณ 5-6 ชั่วโมง รวมถึงงดขนมขบเคี้ยว และของหวานต่าง ๆ


2. กินอาหารสุดท้ายก่อนเข้านอน 3 ชั่วโมง


 กินอาหารสุดท้ายก่อนเข้านอน 3 ชั่วโมง

ยอมรับมาซะดี ๆ ว่าใครชอบกินข้าวมื้อดึกแล้วเข้านอนทันทันที บอกเลยว่าต้องรีบเปลี่ยนพฤติกรรรมด่วน ๆ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดปัญหาท้องอืดและกรดไหลย้อนแล้ว ยังอาจทำให้อ้วนได้ง่าย โดยเฉพาะการกินอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่สูง และไม่ออกกำลังกาย ก็จะทำให้เกิดไขมันสะสมมากขึ้น ซึ่งขัดขวางและรบกวนการส่งสัญญาณของฮอร์โมนเลปติน


3. หลีกเลี่ยงการกินอาหารเกินกว่าความต้องการ


หลีกเลี่ยงการกินอาหารเกินกว่าความต้องการ

สำหรับใครที่เป็นสายกินจุกจิก หรือชอบกินอาหารมื้อใหญ่จนเกินไป มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะดื้อฮอร์โมนเลปตินได้ค่อนข้างสูงกว่าคนที่รับประทานอาหาร 3 มื้อ โดยไม่กินจุกจิกระหว่างวัน เพราะเมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเลปตินออกมาเป็นจำนวนมากเกินความจำเป็น แต่สมองของเรากลับดื้อไม่ยอมสั่งให้ร่างกายหยุดกิน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากินตามใจปาก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดื้อฮอร์โมนเลปติน ส่งผลให้เราสามารถรับประทานอาหารได้เรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ท้องยังอิ่มอยู่


4. กินอาหารเช้าที่มีโปรตีนสูง


กินอาหารเช้าที่มีโปรตีนสูง

อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ซึ่งถือเป็นพลังงานชุดแรกของร่างกายและสมอง โดยในมื้อเช้ากินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่,ปลา, อกไก่ และนม เป็นต้น เพราะการกินอาหารที่มีโปรตีนสูงในช่วงเช้าจะการเร่งการเผาผลาญและทำให้อิ่มนานขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความหิวและลดพลังงานจากอาหารในมื้อกลางวันด้วย


5. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล


หลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล

ฮอร์โมนเกรลิน หรือฮอร์โมนหิว เมื่อหลั่งออกมาจะทำให้รู้สึกหิวและอยากอาหาร โดยเฉพาะของหวานและแป้ง ซึ่งเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน เมื่อฮอร์โมนเลปตินหลั่งออกมาเพื่อทำให้รู้สึกอิ่ม ในขณะเดียวกันสมองของเรากลับดื้อ เพราะรสชาติและความหวานของอาหาร ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอยากอาหารและกินบ่อยขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดื้อฮอร์โมนเลปตินนั่นเองค่ะ


6. กินผักและผลไม้ที่ช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนเลปติน


กินผักและผลไม้ที่ช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนเลปติน

นอกจากจะมีประโยนช์ต่อร่างกายแล้ว ผักและผลไม้บางชนิดยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนเลปติน (Leptin) หรือฮอร์โมนความอิ่มด้วย ไม่ว่าจะเป็น แอปเปิ้ล, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, พืชตระกูลถั่ว, ธัญพืช รวมถึงผักบางชนิด เช่น ผักเคล, ผักคะน้า, กะหล่ำดอก และบล็อคโคลี่ เป็นต้น ซึ่งผักและผลไม้เหล่านี้เมื่อกินแล้วจะช่วยลดความอยากอาหารได้ เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่อยู่ในช่วงไดเอทสุด ๆ เลยค่ะ


เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับความรู้เกี่ยวกับฮอร์โมนเลปติน (Leptin) หรือฮอร์โมนความอิ่มที่เรานำมาฝากกัน สำหรับใครที่รู้สึกว่าช่วงนี้หิวบ่อยลองสังเกตตัวเองกันดูนะคะว่าเราเข้าข่ายภาวะดื้อฮอร์โมนเลปตินหรือไม่


สาว ๆคนไหนที่อยู่ในช่วงไดเอทและกำลังงดน้ำตาล เราก็มีตาราง sugar detox วิธีลดน้ำตาลให้หุ่นเป๊ะ สิวหาย หน้าไม่เหี่ยวมาแจกกันแล้วค่าา

วิธีลดน้ำตาล

What's new
รีวิวเจาะลึก La Roche Posay Anthelios Uvmune 400 Invisible Fluid SPF50+ จาก 229 เสียงของผู้ใช้จริง!12 ครีมกันแดดหน้าไม่มัน ซึมเร็ว แห้งไว ไม่เยิ้มระหว่างวันรีวิวเจาะลึกครีมแต้มสิว TOMEI Anti Acne Cream Plus จากผู้ใช้จริง 413 รีวิว ลดสิวอักเสบ สิวยุบไว ผิวแพ้ง่ายใช้ได้GUERLAIN ต้อนรับศักราชใหม่ของปี 2026 ถ่ายทอดเสน่ห์ของเดนิมผ่านความงามร่วมสมัยEctoin (เอ็กโตอิน) คืออะไร? ทำไมถึงถูกยกให้เป็นส่วนผสม กู้ผิวขาดน้ำ มีแบรนด์ไหนบ้าง ที่ควรลอง?รวมดาวเด่น! 10 เจลล้างหน้าลดสิว ยี่ห้อไหนดี 202610 สกินแคร์ลดสิว ยี่ห้อไหนดี จบวงจรสิวซ้ำซากดูดวงความรัก การงาน การเรียน การเงิน ระหว่าง 8 - 14 มี.ค. 69 (ทุกราศี)ปักหมุดมู 8 สถานที่ขอพรความรักรอบกรุง คนโสดปีนี้ต้องไม่เหงาแล้ว!ชวนสาว ๆ มาเป็น Beauty Tester ร่วมรีวิวและทดลองใช้สกินแคร์ เมคอัพแบรนด์ดังฟรี !!
COMMENTS
4 ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
ขอบคุณค่ะ
1 ธ.ค. 2567 เวลา 20:42 น.
ความคิดเห็นที่ 3
ขอบคุณค่ะ
24 พ.ย. 2567 เวลา 21:06 น.
ความคิดเห็นที่ 2
ขอบคุณค่ะ
2 ต.ค. 2567 เวลา 15:55 น.
ความคิดเห็นที่ 1
ขอบคุณ สำหรับข้อมูลดีๆ นะคะ
25 ก.ย. 2567 เวลา 13:39 น.