หลายคนคงเคยสงสัยว่าในขณะที่ผิวหน้าเรามันวาวขนาดนี้ แต่พอทาครีมบำรุงกลับรู้สึกแห้งเฮือด ไม่ชุ่มชื้นเลยสักนิดเดียว หรือบางครั้งยิ่งโบกครีมมากเข้า ผิวกลับยิ่งมันขึ้น แถมยังมีสิวตามมาจนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับผิวกันแน่
วันนี้ Cosmenet* จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นตอว่า ภาวะ “หน้ามันแต่ผิวขาดน้ำ” เกิดจากอะไร ทำไมการทาครีมอย่างเดียวอาจไม่ช่วยให้ผิวดีขึ้น และควรดูแลผิวอย่างไรให้ถูกจุด เพื่อคืนสมดุลให้ผิวกลับมาชุ่มชื้น แข็งแรง และดูสุขภาพดีอย่างแท้จริง มาหาคำตอบไปพร้อมกันค่าา
ผิวมันแต่ขาดน้ำ คืออะไร?
ผิวมันแต่ขาดน้ำ คือสภาพผิวที่ผิวดูมันเงา แต่ข้างในกลับยังไม่ชุ่มชื้นเท่าที่ควร ทำให้ผิวรู้สึกแห้งตึง แห้งเป็นบางจุด และดูไม่อิ่มฟู ความมันที่เห็นจึงไม่ใช่สัญญาณว่าผิวชุ่มชื้นพอแล้ว แต่เป็นการที่ผิวพยายามผลิตน้ำมันออกมาเพื่อชดเชยความแห้งกร้านภายใน เหมือนกับว่าผิวกำลัง "ร้องขอความช่วยเหลือ" แต่เราเข้าใจผิดว่ามันแค่ผิวมันธรรมดา เลยดูแลผิดวิธีไปโดยไม่รู้ตัว
ผิวมัน vs ผิวขาดน้ำ ต่างกันยังไง?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า "ความมัน" ≠ "ความชุ่มชื้น" เพราะทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
- ผิวมัน (Oily Skin) คือสภาพผิวที่ต่อมไขมันใต้ผิวหนัง (Sebaceous Glands) ทำงานมากกว่าปกติ ทำให้มีการผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ผิวหน้าดูมันวาว โดยเฉพาะบริเวณทีโซน (หน้าผาก จมูก คาง)
- ผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin) คือผิวที่ชั้นผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ทำให้ผิวรู้สึกแห้งตึง ดูกระหายน้ำ แม้ว่าจะมีน้ำมันบนผิวเยอะก็ตาม
7 สัญญาณของผิวมันที่ขาดน้ำ
ภาวะผิวมันไม่ได้หมายความว่าผิวมีความชุ่มชื้นเพียงพอเสมอไป เพราะจริง ๆ แล้ว ความมันกับความชุ่มชื้นเป็นคนละกลไกกันกันเลย ผิวสามารถมีน้ำมันบนผิวหน้าได้ แต่ข้างในก็อาจจะยังขาดน้ำอยู่ ส่งผลให้ผิวเกิดการเสียสมดุล แล้วมักจะแสดงอาการออกมาให้เห็นผ่านสัญญาณเหล่านี้
- หน้ามันง่าย แต่ผิวรู้สึกแห้งตึงเป็นบางจุด
- ผิวหน้าดูหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส
- มีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือรอยเหี่ยวย่นบนผิว
- ผิวลอก เป็นขุย แม้จะมีความมัน
- รูขุมขนกว้าง และมีสิวตุ่มแดง
- ผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ
- แต่งหน้าไม่ติด ตกร่อง เป็นคราบ หรือหลุดง่าย
ผิวมันขาดน้ำเกิดจากอะไร?
เมื่อผิวขาดน้ำ ผิวจะพยายามเอาตัวรอดด้วยการกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เพื่อเคลือบผิวและลดการสูญเสียน้ำ ผลลัพธ์ก็คือผิวจะยิ่งมัน แต่ข้างในยังแห้งอยู่เหมือนเดิม กลายเป็นวงจรที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าผิวมัน = ต้องคุมมันอย่างเดียว จนยิ่งทำให้ผิวขาดน้ำหนักขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง -.-
เช็กลิสต์ 7 สาเหตุยอดฮิต ที่ทำให้หน้ามันแต่ผิวขาดน้ำ
- ล้างหน้าบ่อย หรือใช้โฟมแรงเกินไป จะดึงทั้งน้ำและน้ำมันดีออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งตึง และกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันมาชดเชย
- ใช้สกินแคร์เน้นคุมมัน แต่ไม่เติมน้ำให้ผิว หลายคนเลือกแต่ผลิตภัณฑ์ Oil Control แต่ขาดสกินแคร์สาย Hydration ทำให้ผิวไม่เคยได้เติมน้ำอย่างแท้จริง
- โทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์ จะทำให้ผิวรู้สึกสะอาดตึง ๆ เอี๊ยด ๆ แม้ผิวจะแห้งแค่ชั่วคราว แต่ในระยะยาวก็อาจทำให้ผิวเสียสมดุล
- อยู่ห้องแอร์ทั้งวัน อากาศแห้งจากแอร์ดูดความชื้นออกจากผิวได้โดยไม่รู้ตัวเลยแหละ
- ดื่มน้ำน้อย พักผ่อนไม่พอ ผิวก็สะท้อนพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยตรงนั่นแหลั ถ้าข้างในขาดน้ำ ผิวก็ขาดน้ำตาม
- ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA, Retinol บ่อยเกินไป อาจทำให้ผิวระคายเคืองและสูญเสียน้ำง่าย
- Skin Barrier อ่อนแอ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเมื่อเกราะป้องกันผิวพัง ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวง่าย ผิวจึงขาดน้ำเรื้อรัง
ทำไมยิ่งบำรุง ผิวกลับยิ่งไม่ดีขึ้น
การทาครีมทุกวันไม่ได้การันตีว่าผิวจะชุ่มชื้นหรือดีขึ้นเสมอไป โดยเฉพาะในกรณีของผิวมันที่ขาดน้ำ แม้บำรุงผิวดีเริ่ดแค่ไหน ผิวกลับยิ่งไม่ดีขึ้น นั่นอาจแปลว่ายังเลือกใช้สกินแคร์ไม่ถูกจุดอยู่น้า
- ลงสกินแคร์หนัก ๆ ทั้งที่ผิวยังขาดความชุ่มชื้น โดยที่เน้นการบำรุงขั้นเคลือบผิวเป็นหลัก แต่ข้ามขั้นตอนที่ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในผิว ทำให้ผิวไม่อิ่มน้ำตั้งแต่ต้น
- เน้นเคลือบผิว มากกว่าเติมน้ำให้ผิว แม้ช่วยลดการสูญเสียน้ำได้ แต่กลับไม่ได้ช่วยให้ผิวอุ้มน้ำได้ดีขึ้นในระยะยาว
- โครงสร้างผิวไม่แข็งแรง ทำให้ผิวสูญเสียน้ำได้ง่าย และดูดซึมสกินแคร์ได้ไม่เต็มที่ แม้จะบำรุงอย่างสม่ำเสมอ ผิวก็ยังคงแห้งและขาดสมดุล
- การจัดลำดับสกินแคร์ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้การบำรุงในขั้นต่อ ๆ ไปทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
วิธีแก้ผิวหน้ามันแต่ขาดน้ำ แบบตรงจุด
การแก้ปัญหาหน้ามันแต่ผิวขาดน้ำ ควรโฟกัสที่การ “เติมน้ำ + ฟื้นสมดุลผิว” มากกว่าการคุมมันอย่างเดียว เพราะเมื่อผิวได้รับความชุ่มชื้นอย่างเพียงพอ ต่อมไขมันจะค่อย ๆ ทำงานลดลงตามธรรมชาติ ส่งผลให้ผิวมันน้อยลงและดูสุขภาพดีขึ้น ด้วย 3 ขั้นตอนหลักดังนี้
- ขั้นตอนที่ 1 : เติมน้ำให้ผิวก่อนการบำรุง เริ่มจากโทนเนอร์หรือเอสเซนส์สาย Hydration เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในผิว และช่วยให้ผิวอิ่มฟู เตรียมผิวให้พร้อมสำหรับขั้นตอนถัดไป
- ขั้นตอนที่ 2 : เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ตอบโจทย์ผิวมันขาดน้ำ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ควรช่วยทั้งเติมและล็อกความชุ่มชื้น พร้อมฟื้นสมดุลผิว โดยเลือกเนื้อบางเบา ไม่อุดตัน และช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นได้ยาวนานโดยไม่ทำให้ผิวมันเพิ่ม
- ขั้นตอนที่ 3 : ลดปัจจัยที่ทำให้ผิวสูญเสียน้ำ หลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่ทำให้ผิวแห้งตึงหรือผลัดผิวบ่อยเกินไป เพื่อช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น และลดโอกาสที่ผิวจะกลับไปขาดน้ำซ้ำ
แนะนำผลิตภัณฑ์สำหรับคนที่ผิวมันขาดน้ำ
หลายครั้งอาการที่เจออยู่อาจเป็นสัญญาณว่าผิวกำลังขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ซึ่งปัญหานี้มักพบได้บ่อยในคนผิวมันหรือผิวผสม การเลือกสกินแคร์ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรีบาลานซ์ผิวให้กลับมาดูอิ่มฟู มอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream จึงเป็นหนึ่งในไอเทมที่ตอบโจทย์
ด้วยจุดเด่นของ Beauty Green Tea ซึ่งถูกพัฒนามาเพื่อการดูแลผิวโดยเฉพาะ และมีความเข้มข้นมากกว่าชาเขียวทั่วไปถึง 3.5 เท่า ผสานเข้ากับกรดอะมิโนถึง 16 ชนิด ที่อุดมไปด้วยความชุ่มชื้น เพื่อช่วยฟื้นบำรุงผิวแข็งแรง ฟูน้ำ เรียบเนียน พร้อมมอบผิวที่แลดูกระจ่างใสสุขภาพดี
นอกจากนี้ยังมาพร้อม Dual-Moisture-Rising Technology™ ที่ช่วยเติมและการกักเก็บความชุ่มชื้น เพื่อช่วยลดการสูญเสียความชุ่มชื้นจากผิวในระหว่างวัน ส่งผลให้ผิวดูอิ่มน้ำยาวนาน และรู้สึกนุ่มสบายผิวมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
มอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree มาในรูปแบบของเนื้อครีมที่มีความเนียนนุ่ม เบาสบายผิว เกลี่ยได้ง่าย และสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้เร็ว เมื่อทาลงบนผิวจะให้ความชุ่มชื้นในทันที มีความเฟรชสดชื่น โดยไม่ทิ้งความเหนอะหนะหรือความมันส่วนเกินบนผิวหน้า
ทำไมต้องมอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream
- ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างต่อเนื่อง ด้วย Beauty Green Tea ที่เข้มข้นกว่าชาเขียวทั่วไปถึง 3.5 เท่า
- ช่วยดูแลผิวที่ขาดน้ำ ด้วยกรดอะมิโน 16 ชนิด
- ช่วยเสริมการกักเก็บความชุ่มชื้นของผิว ด้วย Dual-Moisture-Rising Technology
- เนื้อครีมเนียนนุ่ม เบาสบายผิว เกลี่ยง่าย ซึมซาบได้ดี ไม่ทิ้งความเหนอะหนะ
- เหมาะสำหรับคนผิวมันหรือผิวผสมที่มีภาวะผิวขาดน้ำโดยเฉพาะ
สรุปหน้ามันแต่ผิวขาดน้ำ ควรเลือกสกินแคร์แบบไหน
- ช่วยเติมน้ำให้ผิวอย่างล้ำลึก ด้วยส่วนผสมกลุ่มที่เน้นเติมความชุ่มชื้นเป็นหลัก
- มีสารสกัดที่ช่วยป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้นจากผิว
- ช่วยเสริมการกักเก็บความชุ่มชื้น เพื่อให้ผิวอิ่มน้ำได้นานขึ้น
- มีส่วนผสมที่ช่วยดูแลเกราะป้องกันผิว ให้ผิวแข็งแรงและไม่สูญเสียน้ำง่าย
- เนื้อครีมให้ความชุ่มชื้นสูง แต่ยังคงสัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ