เช็ค 4 ปีชง 2569 มีนักษัตร์ไหนบ้าง พร้อมแจกพิกัดและวิธีแก้ชง
สาระน่ารู้

ผิวมันแต่ขาดน้ำ เกิดจากอะไร? ทำไมยิ่งบำรุงยิ่งไม่ดีขึ้น พร้อมวิธีแก้ที่ได้ผลจริง!

56
30 ม.ค. 2569
ผิวมันแต่ขาดน้ำ เกิดจากอะไร? ทำไมยิ่งบำรุงยิ่งไม่ดีขึ้น พร้อมวิธีแก้ที่ได้ผลจริง!

หลายคนคงเคยสงสัยว่าในขณะที่ผิวหน้าเรามันวาวขนาดนี้ แต่พอทาครีมบำรุงกลับรู้สึกแห้งเฮือด ไม่ชุ่มชื้นเลยสักนิดเดียว หรือบางครั้งยิ่งโบกครีมมากเข้า ผิวกลับยิ่งมันขึ้น แถมยังมีสิวตามมาจนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับผิวกันแน่

วันนี้ Cosmenet* จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นตอว่า ภาวะ “หน้ามันแต่ผิวขาดน้ำ” เกิดจากอะไร ทำไมการทาครีมอย่างเดียวอาจไม่ช่วยให้ผิวดีขึ้น และควรดูแลผิวอย่างไรให้ถูกจุด เพื่อคืนสมดุลให้ผิวกลับมาชุ่มชื้น แข็งแรง และดูสุขภาพดีอย่างแท้จริง มาหาคำตอบไปพร้อมกันค่าา

ผิวมันแต่ขาดน้ำ คืออะไร?

ผิวมันแต่ขาดน้ำ คือสภาพผิวที่ผิวดูมันเงา แต่ข้างในกลับยังไม่ชุ่มชื้นเท่าที่ควร ทำให้ผิวรู้สึกแห้งตึง แห้งเป็นบางจุด และดูไม่อิ่มฟู ความมันที่เห็นจึงไม่ใช่สัญญาณว่าผิวชุ่มชื้นพอแล้ว แต่เป็นการที่ผิวพยายามผลิตน้ำมันออกมาเพื่อชดเชยความแห้งกร้านภายใน เหมือนกับว่าผิวกำลัง "ร้องขอความช่วยเหลือ" แต่เราเข้าใจผิดว่ามันแค่ผิวมันธรรมดา เลยดูแลผิดวิธีไปโดยไม่รู้ตัว

ผิวมัน vs ผิวขาดน้ำ ต่างกันยังไง?

ผิวมันแต่ขาดน้ำ เกิดจากอะไร? ทำไมยิ่งบำรุงยิ่งไม่ดีขึ้น พร้อมวิธีแก้ที่ได้ผลจริง!

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า "ความมัน" ≠ "ความชุ่มชื้น" เพราะทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
  • ผิวมัน (Oily Skin) คือสภาพผิวที่ต่อมไขมันใต้ผิวหนัง (Sebaceous Glands) ทำงานมากกว่าปกติ ทำให้มีการผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ผิวหน้าดูมันวาว โดยเฉพาะบริเวณทีโซน (หน้าผาก จมูก คาง)
  • ผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin) คือผิวที่ชั้นผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ทำให้ผิวรู้สึกแห้งตึง ดูกระหายน้ำ แม้ว่าจะมีน้ำมันบนผิวเยอะก็ตาม

7 สัญญาณของผิวมันที่ขาดน้ำ

ภาวะผิวมันไม่ได้หมายความว่าผิวมีความชุ่มชื้นเพียงพอเสมอไป เพราะจริง ๆ แล้ว ความมันกับความชุ่มชื้นเป็นคนละกลไกกันกันเลย ผิวสามารถมีน้ำมันบนผิวหน้าได้ แต่ข้างในก็อาจจะยังขาดน้ำอยู่ ส่งผลให้ผิวเกิดการเสียสมดุล แล้วมักจะแสดงอาการออกมาให้เห็นผ่านสัญญาณเหล่านี้

  1. หน้ามันง่าย แต่ผิวรู้สึกแห้งตึงเป็นบางจุด
  2. ผิวหน้าดูหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส
  3. มีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือรอยเหี่ยวย่นบนผิว
  4. ผิวลอก เป็นขุย แม้จะมีความมัน
  5. รูขุมขนกว้าง และมีสิวตุ่มแดง
  6. ผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ
  7. แต่งหน้าไม่ติด ตกร่อง เป็นคราบ หรือหลุดง่าย

ผิวมันขาดน้ำเกิดจากอะไร?

เมื่อผิวขาดน้ำ ผิวจะพยายามเอาตัวรอดด้วยการกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เพื่อเคลือบผิวและลดการสูญเสียน้ำ ผลลัพธ์ก็คือผิวจะยิ่งมัน แต่ข้างในยังแห้งอยู่เหมือนเดิม กลายเป็นวงจรที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าผิวมัน = ต้องคุมมันอย่างเดียว จนยิ่งทำให้ผิวขาดน้ำหนักขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง -.-

เช็กลิสต์ 7 สาเหตุยอดฮิต ที่ทำให้หน้ามันแต่ผิวขาดน้ำ

ผิวมันแต่ขาดน้ำ เกิดจากอะไร? ทำไมยิ่งบำรุงยิ่งไม่ดีขึ้น พร้อมวิธีแก้ที่ได้ผลจริง!

  1. ล้างหน้าบ่อย หรือใช้โฟมแรงเกินไป จะดึงทั้งน้ำและน้ำมันดีออกจากผิว ทำให้ผิวแห้งตึง และกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันมาชดเชย
  2. ใช้สกินแคร์เน้นคุมมัน แต่ไม่เติมน้ำให้ผิว หลายคนเลือกแต่ผลิตภัณฑ์ Oil Control แต่ขาดสกินแคร์สาย Hydration ทำให้ผิวไม่เคยได้เติมน้ำอย่างแท้จริง
  3. โทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์ จะทำให้ผิวรู้สึกสะอาดตึง ๆ เอี๊ยด ๆ แม้ผิวจะแห้งแค่ชั่วคราว แต่ในระยะยาวก็อาจทำให้ผิวเสียสมดุล
  4. อยู่ห้องแอร์ทั้งวัน อากาศแห้งจากแอร์ดูดความชื้นออกจากผิวได้โดยไม่รู้ตัวเลยแหละ
  5. ดื่มน้ำน้อย พักผ่อนไม่พอ ผิวก็สะท้อนพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยตรงนั่นแหลั ถ้าข้างในขาดน้ำ ผิวก็ขาดน้ำตาม
  6. ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA, Retinol บ่อยเกินไป อาจทำให้ผิวระคายเคืองและสูญเสียน้ำง่าย
  7. Skin Barrier อ่อนแอ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเมื่อเกราะป้องกันผิวพัง ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวง่าย ผิวจึงขาดน้ำเรื้อรัง

ทำไมยิ่งบำรุง ผิวกลับยิ่งไม่ดีขึ้น

การทาครีมทุกวันไม่ได้การันตีว่าผิวจะชุ่มชื้นหรือดีขึ้นเสมอไป โดยเฉพาะในกรณีของผิวมันที่ขาดน้ำ แม้บำรุงผิวดีเริ่ดแค่ไหน ผิวกลับยิ่งไม่ดีขึ้น นั่นอาจแปลว่ายังเลือกใช้สกินแคร์ไม่ถูกจุดอยู่น้า

  1. ลงสกินแคร์หนัก ๆ ทั้งที่ผิวยังขาดความชุ่มชื้น โดยที่เน้นการบำรุงขั้นเคลือบผิวเป็นหลัก แต่ข้ามขั้นตอนที่ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในผิว ทำให้ผิวไม่อิ่มน้ำตั้งแต่ต้น
  2. เน้นเคลือบผิว มากกว่าเติมน้ำให้ผิว แม้ช่วยลดการสูญเสียน้ำได้ แต่กลับไม่ได้ช่วยให้ผิวอุ้มน้ำได้ดีขึ้นในระยะยาว
  3. โครงสร้างผิวไม่แข็งแรง ทำให้ผิวสูญเสียน้ำได้ง่าย และดูดซึมสกินแคร์ได้ไม่เต็มที่ แม้จะบำรุงอย่างสม่ำเสมอ ผิวก็ยังคงแห้งและขาดสมดุล
  4. การจัดลำดับสกินแคร์ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้การบำรุงในขั้นต่อ ๆ ไปทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

วิธีแก้ผิวหน้ามันแต่ขาดน้ำ แบบตรงจุด

การแก้ปัญหาหน้ามันแต่ผิวขาดน้ำ ควรโฟกัสที่การ “เติมน้ำ + ฟื้นสมดุลผิว” มากกว่าการคุมมันอย่างเดียว เพราะเมื่อผิวได้รับความชุ่มชื้นอย่างเพียงพอ ต่อมไขมันจะค่อย ๆ ทำงานลดลงตามธรรมชาติ ส่งผลให้ผิวมันน้อยลงและดูสุขภาพดีขึ้น ด้วย 3 ขั้นตอนหลักดังนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 : เติมน้ำให้ผิวก่อนการบำรุง เริ่มจากโทนเนอร์หรือเอสเซนส์สาย Hydration เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในผิว และช่วยให้ผิวอิ่มฟู เตรียมผิวให้พร้อมสำหรับขั้นตอนถัดไป
  • ขั้นตอนที่ 2 : เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ตอบโจทย์ผิวมันขาดน้ำ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ควรช่วยทั้งเติมและล็อกความชุ่มชื้น พร้อมฟื้นสมดุลผิว โดยเลือกเนื้อบางเบา ไม่อุดตัน และช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นได้ยาวนานโดยไม่ทำให้ผิวมันเพิ่ม
  • ขั้นตอนที่ 3 : ลดปัจจัยที่ทำให้ผิวสูญเสียน้ำ หลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่ทำให้ผิวแห้งตึงหรือผลัดผิวบ่อยเกินไป เพื่อช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น และลดโอกาสที่ผิวจะกลับไปขาดน้ำซ้ำ

แนะนำผลิตภัณฑ์สำหรับคนที่ผิวมันขาดน้ำ

มอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream

รีวิวมอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream

หลายครั้งอาการที่เจออยู่อาจเป็นสัญญาณว่าผิวกำลังขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ซึ่งปัญหานี้มักพบได้บ่อยในคนผิวมันหรือผิวผสม การเลือกสกินแคร์ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรีบาลานซ์ผิวให้กลับมาดูอิ่มฟู มอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream จึงเป็นหนึ่งในไอเทมที่ตอบโจทย์
 
ด้วยจุดเด่นของ Beauty Green Tea ซึ่งถูกพัฒนามาเพื่อการดูแลผิวโดยเฉพาะ และมีความเข้มข้นมากกว่าชาเขียวทั่วไปถึง 3.5 เท่า ผสานเข้ากับกรดอะมิโนถึง 16 ชนิด ที่อุดมไปด้วยความชุ่มชื้น เพื่อช่วยฟื้นบำรุงผิวแข็งแรง ฟูน้ำ เรียบเนียน พร้อมมอบผิวที่แลดูกระจ่างใสสุขภาพดี


นอกจากนี้ยังมาพร้อม Dual-Moisture-Rising Technology™ ที่ช่วยเติมและการกักเก็บความชุ่มชื้น เพื่อช่วยลดการสูญเสียความชุ่มชื้นจากผิวในระหว่างวัน ส่งผลให้ผิวดูอิ่มน้ำยาวนาน และรู้สึกนุ่มสบายผิวมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

รีวิวมอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream

มอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree มาในรูปแบบของเนื้อครีมที่มีความเนียนนุ่ม เบาสบายผิว เกลี่ยได้ง่าย และสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้เร็ว เมื่อทาลงบนผิวจะให้ความชุ่มชื้นในทันที มีความเฟรชสดชื่น โดยไม่ทิ้งความเหนอะหนะหรือความมันส่วนเกินบนผิวหน้า

ทำไมต้องมอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream

รีวิวมอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream

  • ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างต่อเนื่อง ด้วย Beauty Green Tea ที่เข้มข้นกว่าชาเขียวทั่วไปถึง 3.5 เท่า
  • ช่วยดูแลผิวที่ขาดน้ำ ด้วยกรดอะมิโน 16 ชนิด
  • ช่วยเสริมการกักเก็บความชุ่มชื้นของผิว ด้วย Dual-Moisture-Rising Technology
  • เนื้อครีมเนียนนุ่ม เบาสบายผิว เกลี่ยง่าย ซึมซาบได้ดี ไม่ทิ้งความเหนอะหนะ
  • เหมาะสำหรับคนผิวมันหรือผิวผสมที่มีภาวะผิวขาดน้ำโดยเฉพาะ

สรุปหน้ามันแต่ผิวขาดน้ำ ควรเลือกสกินแคร์แบบไหน

  • ช่วยเติมน้ำให้ผิวอย่างล้ำลึก ด้วยส่วนผสมกลุ่มที่เน้นเติมความชุ่มชื้นเป็นหลัก
  • มีสารสกัดที่ช่วยป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้นจากผิว
  • ช่วยเสริมการกักเก็บความชุ่มชื้น เพื่อให้ผิวอิ่มน้ำได้นานขึ้น
  • มีส่วนผสมที่ช่วยดูแลเกราะป้องกันผิว ให้ผิวแข็งแรงและไม่สูญเสียน้ำง่าย
  • เนื้อครีมให้ความชุ่มชื้นสูง แต่ยังคงสัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ

คำถามเกี่ยวกับมอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream

Q: มอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream ผิวแพ้ง่ายใช้ได้มั้ย?
A: สามารถใช้ได้กับผิวแพ้ง่าย เพราะสูตรผ่านการทดสอบทางผิวหนัง (Dermatologically tested) แต่หากเป็นผิวแพ้ง่ายมาก แนะนำให้ทดสอบหลังใบหูก่อนใช้งานจริงทุกครั้ง เพื่อป้องกันการระคายเคืองเฉพาะบุคคล
Q: มอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream ใช้นานแค่ไหนถึงเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง?
A: มักเห็นได้ภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง และหากเน้นการฟื้นฟู Skin Barrier ระยะยาว แนะนำให้ใช้ต่อเนื่องประมาณ 4–6 สัปดาห์ เพื่อประเมินผลลัพธ์อย่างเต็มที่
Q: ควรใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream เป็นลำดับที่เท่าไหร่สำหรับการลงสกินแคร์?
A: ควรใช้หลังจากลงสกินแคร์ที่มีเนื้อสัมผัสบางเบาเรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยล็อกความชุ่มชื้นและเสริมเกราะป้องกันผิวให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Q: มอยเจอร์ไรเซอร์ Innisfree Green Tea Seed Hyaluronic Cream อายุเท่าไหร่ถึงเริ่มใช้ได้?
A: สามารถเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วัยประมาณ 20 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ที่เน้นการเติมน้ำ เสริมเกราะป้องกันผิว และดูแลผิวขาดน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ตั้งแต่วัยเริ่มทำงาน แต่อย่างไรก็ตามสูตรนี้มีความอ่อนโยน โดยไม่มีส่วนผสมที่จำกัดเฉพาะวัยใดวัยหนึ่ง
What's new
รีวิวครีมจับลอน Belonné ตัวดัง! จัดทรงง่าย ลอนคมชัดนานตลอดวันเทียบชัด 3 ครีมลดริ้วรอยตัวดัง เลือกแบบไหนให้เหมาะกับผิวที่สุดรีวิวเจาะลึกแชมพูขจัดรังแค VICHY บอกลาความมัน บรรเทาอาการคันได้อยู่หมัด GUERLAIN ต้อนรับศักราชใหม่ของปี 2026 ถ่ายทอดเสน่ห์ของเดนิมผ่านความงามร่วมสมัยPDRN คืออะไร? เจาะลึกส่วนผสมสุดฮิต ทำไมปี 2026 ถึงขึ้นแท่นลูกรักของวงการสกินแคร์9 ครีมลดเลือนรอยแผลเป็น ดูแลรอยแผลหลังผ่าตัด แผลผ่าคลอด แผลศัลยกรรม ให้ดูจางลง ผิวฟื้นตัวดูเรียบเนียน14 ครีมลดรอยสิว เห็นผลไวใน 2 วีค! ประจำปี 2026ดูดวงความรัก การงาน การเรียน การเงิน ระหว่าง 25 - 31 ม.ค. 69 (ทุกราศี) แนะนำ 5 ทรงผมหน้าร้อน พร้อมวิธีดูแลเส้นผมช่วงซัมเมอร์!ชวนสาว ๆ มาเป็น Beauty Tester ร่วมรีวิวและทดลองใช้สกินแคร์ เมคอัพแบรนด์ดังฟรี !!
COMMENTS
3 ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 3
Thanks
30 ม.ค. 2569 เวลา 16:42 น.
ความคิดเห็นที่ 2
ขอบคุณค่า
30 ม.ค. 2569 เวลา 15:48 น.
ความคิดเห็นที่ 1
ผิวเราเป็นแบบนี้เลยค่า
30 ม.ค. 2569 เวลา 15:42 น.