ถ้าพูดถึงเทรนด์งานผิวที่มาแรงสุด ๆ ในปี 2025 - 2026 นี้ ชื่อที่ถูกพูดถึงแบบรัว ๆ คงหนีไม่พ้น “PDRN” หรือ Polydeoxyribonucleotide ซึ่งเป็นสารที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน DNA ขนาดเล็ก โดย PDRN ที่ใช้กันในทางการแพทย์และความงามมักได้มาจากปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์ จนหลายคนเรียกติดปากว่า “หน้าใสด้วยอสุจิปลาแซลมอน” นั่นเองค่ะ
วันนี้ Cosmenet* เราจะมาเจาะลึกกันว่า PDRN คืออะไร ช่วยเรื่องอะไร PDRN แบบทากับแบบฉีดต่างกันยังไง และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับผิว มาดูกันเลยค่า
PDRN คืออะไร?
PDRN ย่อมาจาก Polydeoxyribonucleotide คือสารที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน DNA ขนาดเล็ก โดย PDRN ที่ใช้ในด้านการแพทย์และความงามส่วนใหญ่มักสกัดและทำให้บริสุทธิ์จากเซลล์สืบพันธุ์ของปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์ จึงเป็นที่มาของคำเรียกติดปากอย่าง “DNA ปลาแซลมอน” หรือ “อสุจิปลาแซลมอน” ค่ะ
PDRN เข้าไปทำอะไรกับผิวเรา?
นึกง่าย ๆ ว่า PDRN เป็นสารที่ถูกศึกษาเรื่องการช่วยสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซมผิว โดยงานวิจัยพบกลไกที่เกี่ยวข้องกับ Adenosine A2A receptor รวมถึงการทำงานของเซลล์ผิวอย่าง Fibroblast ซึ่งมีบทบาทต่อการสร้างคอลลาเจนและโครงสร้างผิวค่ะ
ด้วยเหตุนี้ PDRN จึงถูกนำมาศึกษาและใช้ในด้านการฟื้นฟูผิวหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสมานแผล ไปจนถึงงานด้านความงามที่เน้นเรื่อง ความยืดหยุ่น ริ้วรอย และคุณภาพผิวโดยรวม แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันตามรูปแบบของ PDRN วิธีใช้ และสภาพผิวของแต่ละคนค่ะ
ประโยชน์ของ PDRN ต่อผิว มีอะไรบ้าง?
PDRN ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิว การสมานแผล ลดกระบวนการอักเสบ สนับสนุนการสร้างคอลลาเจน และช่วยดูแลคุณภาพผิวโดยรวม จึงถูกนำมาใช้ทั้งในทางการแพทย์ เวชศาสตร์ความงาม และพัฒนาเป็นส่วนผสมในสกินแคร์ค่ะ
- ฟื้นฟูผิว (Skin Regeneration) ช่วยฟื้นบำรุงผิวให้ดูแข็งแรง ลดรอยสิว/ผิวที่โดนมลภาวะทำร้าย
- ชะลอวัย (Anti-Aging) ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูตื้นขึ้น
- กระชับรูขุมขน (Pore Minimizing) ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
- เติมน้ำให้ผิว (Deep Hydration) ผิวอิ่มฟู ฉ่ำโกลว์ ดูสุขภาพดี
- ผิวใสขึ้น (Brightening) ลดรอยดำ สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น
PDRN ทา vs PDRN ฉีด ต่างกันยังไง? ควรเลือกแบบไหน?
PDRN แบบทาและแบบฉีดต่างกันหลัก ๆ ที่วิธีนำสารเข้าสู่ผิวค่ะ โดย PDRN แบบทา จะมาในรูปสกินแคร์ เช่น เซรั่มหรือแอมพูล เหมาะกับการดูแลผิวในชีวิตประจำวัน ส่วน PDRN แบบฉีด เป็นหัตถการที่นำสารเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรงและต้องทำโดยแพทย์ ซึ่งปัจจุบันก็มีข้อมูลทางคลินิกรองรับมากกว่าแบบทาค่ะ
ถ้าเป็นสายอยากดูแลผิวทุกวันแบบง่าย ๆ ไม่อยากทำหัตถการ PDRN แบบทา จะตอบโจทย์กว่า เพราะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูฟู นุ่ม และโกลว์ขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมาะกับคนที่อยากบำรุงผิวให้ดูแข็งแรงแบบต่อเนื่อง
ส่วน PDRN แบบฉีด จะเหมาะกับคนที่อยากฟื้นฟูผิวแบบเข้มข้นขึ้น เพราะเป็นการนำสารเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง เน้นช่วยให้ผิวดูยืดหยุ่น ริ้วรอยดูตื้นขึ้น และฟื้นฟูผิวให้ดูแข็งแรงขึ้น แต่ผลลัพธ์ก็ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ เทคนิคการฉีด และสภาพผิวของแต่ละคน จึงควรให้แพทย์ประเมินก่อนทำค่ะ
สรุปให้ตัดสินใจง่าย ๆ
- อยากผิวชุ่มชื้น ฟูโกลว์ ใช้ได้ทุกวัน → เลือก PDRN แบบทา
- อยากฟื้นฟูชัดขึ้น เน้นผิวแน่นเฟิร์ม → เลือก PDRN แบบฉีด
- Beauty Tip: ใครที่ไปทำทรีตเมนต์ PDRN ที่คลินิกมาแล้ว แนะนำให้ดูแลต่อด้วย สกินแคร์ที่มี PDRN ใช้ที่บ้าน เพื่อช่วย คงผลลัพธ์ (Maintain) ให้ผิวยังดูฟู ใส และแข็งแรงต่อเนื่องค่ะ
PDRN ผิวแพ้ง่ายใช้ได้ไหม?
ผิวแพ้ง่ายสามารถใช้สกินแคร์ที่มี PDRN ได้ แต่ควรดูส่วนผสมทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ร่วมด้วยค่ะ เพราะการระคายเคืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับ PDRN เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ สารกันเสีย หรือ Active Ingredients ตัวอื่นในสูตรได้
ข้อควรระวัง: คนที่ผิวบอบบาง แนะนำให้ Patch Test ก่อนใช้จริง และเริ่มใช้ทีละน้อยเพื่อสังเกตอาการ หากมีผื่น คัน แสบ หรือบวม ควรหยุดใช้ค่ะ ส่วนใครที่มีประวัติแพ้ปลา หรือกำลังสนใจ PDRN แบบฉีด ควรแจ้งประวัติการแพ้และปรึกษาแพทย์ก่อนทำหัตถการทุกครั้ง
มีแบรนด์ไหนบ้าง ที่มีส่วนผสมของ PDRN
- Anua PDRN Hyaluronic Acid Capsule 100 Serum
- Innisfree INNISFREE Retinol Green Tea PDRN Skinbooster Ampoule
- Rejuran Rejuran Healer Dual Effect Turnover Ampoule

| แบรนด์ | Anua | Inmisfree | Rejurun |
| ผลิตภัณฑ์ | Anua PDRN Hyaluronic Acid Capsule 100 Serum | Innisfree Retinol Green Tea PDRN Skinbooster Ampoule | Rejuran Healer Dual Effect Turnover Ampoule |
| Key ingredients | PDRN + Hyaluronic Acid + Collagen | Green Tea PDRN™ + Retinol + Hyaluronic Acid | DUAL PDRN (c-PDRN®) + Hyaluronic Acid |
| จุดเด่น | สาย เติมน้ำ + ผิวฉ่ำ เน้นผิวดูนุ่ม ลื่น และโกลว์แบบธรรมชาติ | ช่วยเรื่อง ริ้วรอย / รูขุมขน / ผิวไม่เรียบ พร้อมงานผิวฉ่ำ | สาย ฟื้นผิวจริงจัง เน้นงานผิวแน่นขึ้น ดูเรียบและกระจ่างขึ้น พร้อมดูแลผิวโดยรวม |
| เหมาะกับใคร | ผิวขาดน้ำ หมองง่าย อยากได้ลุค Glass Skin แบบชุ่ม ๆ | คนที่กังวล ริ้วรอย/รูขุมขน/ผิวไม่เรียบ (สายเรตินอล) | คนที่อยาก ฟื้นผิวเร่งด่วน ผิวอ่อนล้า ต้องการผิวแน่นและดูสุขภาพดี |
| วิธีใช้ | ใช้ได้เช้า–เย็น (เน้นบูสต์ความชุ่มชื้น) | แนะนำใช้กลางคืน + กันแดดตอนเช้า (เพราะมี Retinol) | ใช้ได้เช้า–เย็น |
| ขนาด/ราคา | 925.-/30ml | 1,300.-/25ml | 1,650.-/30 ml |
| พิกัดช้อป | Sephora | Shopee | Watsons |
สรุป: มือใหม่อยากลอง PDRN เลือกยังไงให้ไม่งง?
มือใหม่เลือกสกินแคร์ PDRN ให้เริ่มจากปัญหาผิวเป็นหลักค่ะ เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละตัวไม่ได้มีแค่ PDRN แต่มี Active Ingredients อื่นที่ทำให้เหมาะกับสภาพผิวต่างกัน
- เลือก Anua : ถ้าอยากได้ผิว อิ่มน้ำ ฉ่ำฟู ดูสดใส แบบฟีล “พักผ่อนมาดี”
- เลือก Innisfree : ถ้าอยากโฟกัสเรื่อง ผิวไม่เรียบ รูขุมขนกว้าง มีริ้วรอย ให้หน้าดูเนียนขึ้น (มีเรตินอล แนะนำใช้กลางคืนและกันแดดทุกเช้า)
- เลือก Rejuran : ถ้าอยากได้แนว ฟื้นผิวแบบจริงจัง โฟกัสเรื่อง ผิวแน่น ริ้วรอย และความอ่อนล้า ให้หน้าดูเฟรชขึ้นแบบสัมผัสได้
PDRN ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นนวัตกรรมฟื้นฟูผิวที่ช่วยโฟกัสเรื่องการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงของผิวแบบลึก ๆ
ใครที่อยากได้ผิวดู อิ่มฟู รูขุมขนดูเนียนขึ้น และผิวโดยรวมดู สดใสอ่อนเยาว์ ลองมีไอเท็ม PDRN ติดโต๊ะเครื่องแป้งไว้สักชิ้นก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากค่ะ
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ เข้าใจ PDRN มากขึ้นนะคะ ใครเคยลองตัวไหนแล้วดี หรืออยากให้เราช่วยเจาะลึกส่วนผสมตัวไหนเพิ่มเติม คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย!
------------------------------